

การค้าในสังคมพหุวัฒนธรรมของรัฐมณีปุร์ อินเดีย: ตลาดใหม่ทางตะวันตกของอาเซียน
฿400.00
มีสินค้าอยู่ 44
หนังสือเรื่อง “การค้าในสังคมพหวัฒนธรรมของรัฐมณีปุร์ อินเดีย: ตลาดใหม่ทางตะวันตกของอาเชียน” เป็นส่วนหนึ่งที่พัฒนามาจากผลงานวิจัยเรื่อง “การค้าในสังคมพหุวัฒนธรรมอินเดียตะวันออกเฉียงเหนือ :ตลาดใหม่ทางตะวันตกของอาเซียน” ที่ได้รับทุนคอบช. จากสกว. ประจำปี2560
เป็นที่ทราบกันดีว่าความสัมพันธ์ระหว่างไทยและอินเดียมีมาอย่างยาวนานนับพันๆ ปี ด้วยการติดต่อทางด้านการค้าขาย ทำให้เกิดการแพร่กระจายทางด้านศาสนา ภาษา และวัฒนธรรมอินเดียในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในเวลาต่อมา โดยผสมผสานเข้ากับความเชื่อท้องถิ่นได้อย่างลงตัว ความสัมพันธ์อย่างเป็นทางการระหว่างไทย-อินเดียในยุคใหม่เริ่มตั้งแต่อินเดียได้รับเอกราชจากอังกฤษซึ่งสืบเนื่องมาถึง 71 ปี (ในพ.ศ. 2561) ตลอดเวลาที่ผ่านมา ความสัมพันธ์ระหว่างกันมีความเฉยชาไปบ้างในยุคสงครามเย็น แต่เมื่ออินเดียเริ่มประกาศใช้ “นโยบายมองตะวันออก” ในปี ค.ศ. 1991 เพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์ทางด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคง และการเมืองระหว่างประเทศกับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และผนวกนโยบายการพัฒนาภาคตะวันออกเฉียงเหนืออินเดีย ไว้ใน “นโยบายมองตะวันออก” เพื่อให้เป็นประตูสู่ตะวันออกในปี ค.ศ. 1997 ซึ่งส่งผลกระทบทั้งด้านบวกและด้านลบต่อภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่เป็นประตูสู่อาเซียน อย่างไรก็ตาม รัฐบาลของนายกรัฐมนตรี นายนเรนทรโมดีได้เปลี่ยนจาก “นโยบายมองตะวันออก” เป็น “นโยบาย ปฏิบัติการตะวันออก” เพื่อดำเนินการเชิงรุกมากขึ้นโดยผ่านโครงการ พัฒนาประเทศหลายโครงการเพื่อกระจายการพัฒนาไปทั่วประเทศให้ ประสบความสำเร็จ รวมถึงการปรับปรุงถนนไตรภาคีไทย-เมียนมา-อินเดียที่เชื่อมอินเดียทางถนนสู่อาเซีย
อินเดียเป็นหนึ่งในประเทศเป้าหมายที่เป็นตลาดใหม่ มีขนาดใหญ่มีความต้องการสินค้าที่แตกต่างและหลากหลาย และเป็นประเทศตามนโยบายยุทธศาสตร์หุ้นส่วนเศรษฐกิจของกระทรวงพาณิชย์ ประเทศไทย จากข้อมูลของกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศของไทย การค้าระหว่างไทย-อินเดียในยุคสมัยปัจจุบันมีปริมาณเพิ่มมากขึ้นตาม ลำดับ โดยเฉพาะนับตั้งแต่ไทยและอินเดียลงนามความตกลงเขตการค้า เสรี (FTA) ระหว่างกัน โดยเริ่มลดภาษีในกรอบ Early Harvest Scheme สำหรับสินค้า 83 รายการตั้งแต่ปี 2547 (ภาษีเหลือร้อยละ 0 ตั้งแต่ ปี 2549) รวมถึงความตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียน-อินเดียที่มีผลตั้งแต่ปี 2553 อย่างไรก็ดี การค้าไทย-อินเดียยังถือว่ามีโอกาสที่ขยายตัวได้อีกมาก โดยปัจจุบัน ไทยเป็นคู่ค้าที่สำคัญอันดับ 4 ของอินเดียในอาเซียนรองจากสิงคโปร์ อินโดนีเซียและมาเลเซีย ในปี 2560 มูลค่าการค้ารวมระหว่างไทยกับอินเดียอยู่ที่ 10,385.6 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าร้อยละ 34 และในปี 2561 (มกราคม-กุมภาพันธ์) มูลค่า การค้าระหว่างไทยกับอินเดีย อยู่ที่ 2,024.5 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันของปี 2560 ร้อยละ 31 โดยไทยส่งออกไปอินเดีย 1,286.1 ล้านเหรียญสหรัฐ และนำเข้าจากอินเดีย 737.4 ล้านเหรียญสหรัฐ
การติดต่อขนส่งสินค้าระหว่างไทย-อินเดียส่วนใหญ่ใช้วิธีขนส่งทาง ทะเล แต่ยังมีเส้นทางบกในการขนส่งสินค้าไทยผ่านด่านชายแดนโดย เฉพาะด่านแม่สอด จังหวัดตากที่จะเป็นประตูไปสู่เมียนมาในฐานะสมาชิกอาเซียน และอินเดียในฐานะสมาชิกอาเซียน+6 รวมถึงประเทศอื่นๆ ในเอเชียใต้ด้วย โดยการใช้เส้นทางไตรภาคีไทย-เมียนมา-อินเดียซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของถนน Asian Highway (AH1) ได้โดยสามารถเดินทางจากแม่สอดเข้าเมียนมาโดยใช้เส้นทางได้หลายเส้นทาง อาทิ แม่สอด-เมียวดี-พะอาน-ตองอู-เนปิดอว์-มัณฑะเลย์-มอนยวะ-ตามู (เมียนมา)-มอเรฮ์-อิมฟาล รัฐมณีปุร์ ภาคตะวันออกเฉียงเหนืออินเดียซึ่งเป็นเส้นทางรูปตัวไอ (I) ในภาษาอังกฤษ อีกทางหนึ่งคือแม่สอด-เมียวดี-เมาะละแหม่ง (ย่างกุ้ง) -เนปิดอว์-พุกาม-มัณฑะเลย์-กะเล-ตามู(เมียนมา)-มอเรย์ อิมฟาลรัฐมณีปุร์ซึ่งเป็นเส้นทางรูปตัวแอล (L) ในภาษาอังกฤษ ระยะทางถนน จากประเทศไทยสู่รัฐมณีปุร์ อินเดียประมาณ 1,360 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางปกติราว 4 วันถึงรัฐมณีปุร์ หากเป็นรถบรรทุกสินค้าจะใช้เวลานานมากว่าการเดินทางปกติ สินค้าจากประเทศไทยจะสามารถขนส่งถึงรัฐมณีปุร์ราว 15 วัน แต่จะสั้นกว่าการขนส่งสินค้าทางเรือที่ต้องไปขนถ่ายที่ท่าเรือโกลกัตตาและขนส่งต่อทางถนนใช้เวลาประมาณหนึ่งเดือนเศษหรือมากกว่า
ถนนไตรภาคีไทย-เมียนมา-อินเดียสามารถใช้การได้แม้ว่าสภาพถนนในเมียนมาที่ใกล้ชายแดนอินเดียยังอยู่ในระหว่างการปรับปรุงและรอ การขยายถนน เปลี่ยนสะพานแบริ่งที่ทำด้วยเหล็กราว 69 สะพานให้เป็น สะพานคอนกรีตที่มีขนาดกว้างขึ้นด้วยความช่วยเหลือจากรัฐบาลอินเดีย ตลอดเส้นทางมีการเดินทางและการขนส่งสินค้าไปยังด่านชายแดนตามู แม้จะยังไม่หนาตาเหมือนเส้นทางที่ไปยังด่านชายแดนจีนก็ตาม ด้วยเหตุ ที่รัฐมณีปุร์เป็นประตูที่จะเข้าสู่อินเดีย และน่าจะเป็นโอกาสของ ประเทศไทยที่จะสามารถใช้เส้นทางขนส่งสินค้าทางบกในการส่งสินค้า เข้าไปจำหน่ายในภาคตะวันออกเฉียงเหนืออินเดียได้อีกช่องทางหนึ่งด้วย เพื่อเป็นโอกาสในการเพิ่มมูลค่าการค้าให้กับประเทศไทยเพิ่มมากขึ้น เพราะสินค้าไทยที่ส่งไปจำหน่ายยังมีจำนวนน้อยมาก ทั้งๆ ที่ชาวมณีปุร์มี ความชอบประเทศไทย สินค้าไทย และคนไทย อีกทั้งรูปร่างหน้าตา รวมถึงวัฒนธรรมบางอย่างของชาวมณีปุร์คล้ายไทย เพียงแต่คนไทยยังไม่ได้ให้ความสนใจรัฐนี้ และรัฐอื่นๆ ในภาคตะวันออกเฉียงเหนืออินเดีย เหนืออินเดียมากนัก นอกจากนี้ยังสามารถนำเข้าสินค้าที่เป็นผลผลิตท้องถิ่นที่ไม่มีในประเทศไทยกลับมาจำหน่าย อาทิ ผลไม้เมืองหนาว และสินค้าหัตถกรรม บางอย่าง รวมถึงโอกาสในการไปลงทุนในอุตสาหกรรมที่ใช้ผลผลิตในท้องถิ่น อาทิอุตสาหกรรมการแปรรูปอาหาร รวมถึงการก่อสร้างสิ่งเอื้ออำนวยความสะดวกพื้นฐานต่างๆ อาทิ ถนนหนทาง สถานีบริการน้ำมัน และร้านสะดวกซื้อต่างๆ เป็นต้น
ผู้เขียนหวังว่าหนังสือเรื่องนี้จะช่วยเผยแพร่องค์ความรู้ของประเทศ อินเดีย ภาคตะวันออกเฉียงเหนืออินเดีย (โดยย่อ) สังคมพหุวัฒนธรรมลักษณะ ศักยภาพ และแนวทางความร่วมมือทางด้านการค้า การลงทุน และการท่องเที่ยวในรัฐมณีปุร์เป็นหลักเพื่อสร้างความรู้ ความเข้าใจให้กับนักธุรกิจชาวไทยที่ยังไม่รู้จักรัฐมณีปุร์ได้ศึกษาในเบื้องต้น และเมื่อมีความสนใจอาจจะเดินทางไปสำรวจพื้นที่ แสวงหาเครือข่าย เพื่อพัฒนาความร่วมมือระหว่างไทย-รัฐมณีปุร์ต่อไป ทั้งนี้ รัฐมณีปุร์จะเป็นประตูทางบกที่จะเชื่อมต่อไปยังภาคตะวันออกเฉียงเหนืออินเดีย ภูฏาน เนปาล บังกลาเทศ และรัฐตอนในของอินเดียได้อีกช่องทางหนึ่ง นอกจากนี้ยังหวังว่าหนังสือจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่สนใจในประเด็นอาเซียน-อินเดีย และอินเดียศึกษาด้วย
ผู้เขียนขอขอบพระคุณหน่วยงาน กลุ่มบุคคล และบุคคล ดังต่อไปนี้
- ทุน คอบช กองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว) ที่กรุณาพิจารณาให้ทุนโครงการวิจัยเรื่อง “การค้าในสังคมพหุวัฒนธรรมอินเดียตะวันออก เฉียงเหนือ: ตลาดใหม่ทางตะวันตกของอาเซียน” ในปี 2560 ซึ่งนำมาสู่ การปรับปรุงให้อยู่ในรูปหนังสือเล่มนี้
- ผู้ทรงคุณวุฒิทุกท่านที่กรุณาอ่านรายงานการวิจัยและให้คำแนะนำเพื่อการปรับปรุงแก้ไขงานวิจัยให้สมบูรณ์มากที่สุดในระยะเวลาที่มีอยู่อย่างจำกัด
- Profeassor Jibon Kumar Sharma Leihaothabam/ Mr. R.K. Sherjit/Mr. M. Chandrakeshor Singh ที่กรุณาช่วยประสานงานให้ทีมวิจัยสามารถเก็บข้อมูลภาคสนามทั้งภายในรัฐมณีปุร์ และรัฐตรีประ ได้ประสบความสำเร็จ
- เครือข่ายในรัฐมณีปุร์ทั้งหมด: มหาวิทยาลัย ภาคราชการ และภาคเอกชนที่กรุณาช่วยเหลือและให้ความร่วมมืออย่างดีจนทำให้การลงพื้นที่เพื่อเก็บข้อมูลภาคสนามสำเร็จลงด้วยดี
- Dr. Amarjiva Lochan ที่ปรึกษาศูนย์ภารตะศึกษา มหาวิทยาลัย มหิดล ที่กรุณาจัดหาหนังสือที่เกี่ยวข้องให้เพื่อการค้นคว้าและอ้างอิง
- คุณพงษ์ชัย ตันอรุณชัย รองประธานหอการค้าจังหวัดตาก
- มหาวิทยาลัยมหิดล และสถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเอเชียซึ่งเป็นต้นสังกัดของผู้เขียนที่อนุญาตให้ผู้เขียนได้มีโอกาสเดินทางไปเรียน รู้และเก็บข้อมูลภาคสนามในรัฐมณีปุร์สองครั้ง รวมถึงเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องทุกท่านของสถาบันฯ ที่ช่วยตั้งแต่การพัฒนาโจทย์วิจัย การจัดการเรื่อง เอกสารต่างๆ ในทุกขั้นตอน จนทำให้การดำเนินงานต่างๆ ลุล่วงไปด้วยดี
- หนังสือเล่มนี้จัดพิมพ์โดยงบประมาณเงินอุดหนุนจากมหาวิทยาลัย ทยาลัยมหิดลประจำปี 2561 ที่จัดสรรให้กับการดำเนินงานของศูนย์ภารตะศึกษาสถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเอเชีย มหาวิทยาลัยมหิดล
- ขอขอบพระคุณผู้ช่วยศาสตราจารย์เอี่ยม ทองดี ที่กรุณาเอื้อเฟื้อ ภาพถ่ายจากภาคสนาม
หากหนังสือเล่มนี้จะมีส่วนช่วยสร้างความรู้ ความเข้าใจ และก่อให้เกิดความสนใจต่อรัฐมณีปุร์รวมถึงอินเดียในภาพรวม ผู้เขียนขอมอบความดีนี้ให้กับแหล่งทุนและผู้ที่เกี่ยวข้องทุกท่าน และขอน้อมรับข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้นเพื่อการปรับปรุงในโอกาสต่อไป
รองศาตราจารย์ ดร. โสภนา ศรีจำปา
| น้ำหนัก | 0.592 กก. |
|---|---|
| ขนาด | 21 × 15 เซนติเมตร |
| ผู้เขียน | |
| ปีที่พิมพ์ | 2561 |
| สำนักพิมพ์ | หจก.นิติธรรมการพิมพ์ |
| จำนวนหน้า | 452 หน้า |




