

ชีวิตชาวขมุจาก 50 บทสนทนา
฿75.00
มีสินค้าอยู่ 33
แม้ว่าชาวเขาเผ่าขมุจะเป็นชาวเขาเผ่าเล็ก ๆ ที่ไม่มีผู้ใดรู้จักมากนัก และไม่เป็นปัญหาต่อความมั่นคงของประเทศอย่างเด่นชัด แต่ในแง่ของงานพัฒนา ชาวขมุก็เป็นกลุ่มที่ควรได้รับการส่งเสริมทั้งในด้านการศึกษา การสาธารณสุข การเกษตร และความเป็นอยู่ในด้านต่าง ๆ เป็นอย่างยิ่ง เพราะเป็นกลุ่มที่ด้อยพัฒนาที่สุดกลุ่มหนึ่ง
จากการที่ผู้เขียนได้มีโอกาสรู้จักชาวขมุ ได้ออกสนามเกี่ยวกับภาษาขมุหลายครั้งในหมู่บ้านขมุหลายหมู่บ้านในเขตต่าง ๆ เลาะชายแดนจังหวัดน่าน และเชียงราย ที่จรดประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว โดยได้ศึกษาลักษณะของภาษาทั้งด้านเสียงและไวยากรณ์รวมทั้งในบางครั้งได้ใช้เป็นสนามสำหรับนักศึกษาปริญญาโทภาษาศาสตร์ได้ลงฝึกหัดศึกษา ผู้เขียนได้พบว่าชาวขมุในเขตต่าง ๆ มีความแตกต่างทางด้านภาษาและวัฒนธรรม การประพฤติและปฏิบัติต่าง ๆ อยู่บ้าง แต่โดยหลักสำคัญ ๆ ที่เป็นพื้นฐานแล้วจะมีลักษณะเหมือนกัน สำหรับหมู่บ้านห้วยเย็นนั้น เป็นหมู่บ้านที่ผู้เขียนได้ทำงานสนามเป็นครั้งแรกเมื่อปี 2520 และจากนั้นได้ไปมาเป็นครั้งคราวจนถึงปัจจุบัน ผู้เขียนได้พบว่ามีความเปลี่ยนแปลงในวิถีชีวิตประจำวัน และความเชื่อแต่ตั้งเดิมอยู่จริง รวมทั้งลักษณะภาษาของเด็กรุ่นใหม่ก็ได้รับอิทธิพลจากภาษาไทยกลางและไทยเหนือเป็นอย่างมาก แต่แม้กระนั้นพื้นฐานทั่วไปก็ยังคงลักษณะความเป็นขมุอยู่อย่างเด่นชัด ผู้เขียนจึงใคร่ขอเสนอแง่มุมต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับชีวิต ความคิด ความเชื่อ และการประพฤติปฏิบัติของชาวขมุในรูปของบทสนทนา 50 บท ความรู้จากบทสนทนานี้ไม่เป็นประโยชน์แต่กับบุคคลภายนอกสังคมชาวขมุเท่านั้น หลายสิ่งยังเป็นประโยชน์กับชาวขมุด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสนทนาที่เกี่ยวกับธรรมเนียมประเพณีที่ยึดถือมาแต่ดั้งเดิม เช่น เรื่องการแบ่งหน้าที่ระหว่างชายและหญิง การยังชีพแบบต่าง ๆ วิธีการดักสัตว์ จับสัตว์ต่าง ๆ การทำไร่ สิ่งที่ถือว่าเป็นทรัพย์สิน ลักษณะบ้านเรือน การนับถือผีพืชผักที่กินเป็นอาหาร เป็นยาหรือใช้สำหรับกันผี ข้อห้ามข้อปฏิบัติสำหรับคนภายนอก ธรรมเนียมการปฏิบัติตนของผู้หญิง ความสำคัญของเหล้า เครื่องดนตรี ความเจ็บไข้ เป็นต้น
การเสนอข้อมูลในรูปแบบนี้เป็นวิธีที่ชาวขมุชอบที่สุดวิธีหนึ่ง เป็นวิธีการธรรมชาติที่ทำให้เราได้ข้อมูลโดยตรงจากชาวขมุ เพราะเขาสามารถพูดอะไรก็ได้ตามที่รู้และต้องการ โดยมีคำถามนำเพียงเล็กน้อย รูปแบบของหนังสือนี้จึงเป็นตัวอย่างหนึ่งของวิธีการเก็บข้อมูลทางภาษาศาสตร์ภาคสนามที่ทำได้ไม่ยาก และได้รับความสนุกสนาน ทั้งแก่ผู้ให้ข้อมูลและผู้เก็บข้อมูล อย่างไรก็ตามวิธีการเก็บข้อมูลในระดับนี้จะทำได้เมื่อมีความรู้ในภาษาและวัฒนธรรมนี้มากพอสมควรแล้ว มิใช่ขั้นเริ่มต้น
จากการที่บทสนทนาภาษาขมุนี้เขียนด้วยอักษรไทย ในระบบที่ได้มีการทดสอบกับชาวขมุ(บ้านห้วยเย็น อ.เชียงของ จ.เชียงราย) แล้ว (เพื่อให้อ่านได้ทั้งคนไทยและคนขมุ) หนังสือนี้จึงใช้เป็นหนังสือฝึกการอ่านให้กับชาวขมุได้ฝึกฝนเพื่อการรู้หนังสือ และเป็นตัวอย่างประกอบการสอนวิชาว่าด้วย“หลักการรู้หนังสือของชนกลุ่มน้อยในประเทศไทย” ได้ด้วย นอกจากนี้ทุกบทยังได้ให้รายละเอียดข้อความสนทนาดังกล่าวเป็นสัทอักษร พร้อมทั้งคำอ่านและคำแปลเป็นภาษาไทยคำต่อคำ เพื่อให้สามารถศึกษาคำและสำนวนในภาษาขมุได้ ในส่วนของบทนำยังได้ให้ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับชาวขมุรวมทั้งลักษณะภาษา วิธีเขียนและอ่าน รวมทั้งกลุ่มคำศัพท์พื้นฐาน และได้รวบรวมคำศัพท์ที่ปรากฏในหนังสือนี้เรียงตามลำดับอักษรเพื่อการค้นคว้าไว้ในส่วนท้ายของเล่มอีกด้วย
หนังสือเล่มนี้เกิดจากความร่วมมือของชาวขมุหลายท่านที่ให้ข้อมูล และตรวจสอบการเขียน เช่น นายสอน บุญเรือน นายเสงี่ยม ลาวโลน นายวิน แสงจันทร์ นายสุทิน หมั่นเยือนและอีกหลายท่าน ณ บ้านห้วยเย็น หมู่ 8 ต.เวียง อ.เชียงของ จ.เชียงราย ผู้เขียนใคร่ขอขอบพระคุณอย่างสูงไว้ ณ ที่นี้
กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดนและกรมประชาสงเคราะห์มีส่วนช่วยในการนำผู้เขียนให้มีโอกาสได้ไปถึงหมู่บ้านขมุต่าง ๆ ซึ่งล้วนแล้วแต่อยู่ในเขตกันดาร และห่างไกลตั้งแต่เมื่อผู้เขียนเริ่มต้นศึกษาภาษาขมุในปี 2520 จนถึงปัจจุบัน ผู้เขียนขอขอบพระคุณเป็นอย่างยิ่งอานิสงส์แห่งความร่วมมือของท่าน อาจช่วยให้ข้อมูลเกี่ยวกับชาวชมุนี้เป็นสิ่งนำให้มีผู้สนใจ จนถึงขั้นนำไปสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตของชนกลุ่มนี้ให้ดีขึ้นในที่สุด
นอกจากนี้ใคร่ขอขอบพระคุณข้อมูลสมทบจาก คุณนิพัทธเวช สืบแสง นักวิจัยของกรมประชาสงเคราะห์ ชาวบ้านจากหมู่บ้านน้ำปาน และห้วยมอย อำเภอเชียงกลาง และชาวบ้านจากหมู่บ้านน้ำสอดได้ อำเภอทุ่งช้าง จังหวัดน่าน รวมทั้งเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองท้องถิ่นและฝ่ายทหารสำหรับข้อมูล ความสะดวกและความปลอดภัยที่ได้รับทุกครั้งของการออกหมู่บ้าน
| น้ำหนัก | 0.467 กก. |
|---|---|
| ขนาด | 26 × 18 เซนติเมตร |
| ผู้เขียน | |
| ปีที่พิมพ์ | 2531 |
| สำนักพิมพ์ | โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย |
| จำนวนหน้า | 253 หน้า |







